|
ที่มาและความสำคัญ
1. ดัชนีประเมินภาระทางสุขภาพของประชากรไทย
ดัชนีภาระสุขภาพ/ดัชนีภาระสาธารณสุข (health burden/public health burden) เป็นเครื่องชี้วัดความสูญเสียของสุขภาพของประชากรที่เกิดขึ้นจากการมีสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ โดยครอบคลุมทั้งความสูญเสียของสุขภาพจากการตายและการเจ็บป่วยหรือมีชีวิตอยู่อย่างพิการ เครื่องชี้วัดหรือดัชนีที่แสดงภาระสุขภาพที่สำคัญ ได้แก่ อัตราตายรายโรค ปีสุขภาวะที่สูญเสีย คุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับสุขภาพ ปีชีวิตที่มีความพิการ และปีชีวิตที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังรวมถึงอายุคาดเฉลี่ยที่ปราศจากความพิการ อายุคาดเฉลี่ยที่ปรับด้วยภาวะพิการ/ที่มีสุขภาพสมบูรณ์[i]
ดัชนีประเมินภาระสุขภาพที่สำคัญชนิดหนึ่งที่สามารถประเมินภาระทางสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม ทั้งการตายและการเจ็บป่วยพิการ ซึ่งพัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดร่วมกับธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลกตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990[ii] [iii] [iv] (รายละเอียดในภาคผนวก 1) ที่รู้จักกันแพร่หลายคือ ดัชนีปีสุขภาวะที่สูญเสียจากการตายก่อนวัยอันควรและการมีชีวิตอยู่ด้วยความพิการหรือสุขภาพไม่สมบูรณ์ ที่รู้จักในชื่อDALY(Disability-Adjusted Life Year) ที่สามารถจำแนกความสูญเสียทางสุขภาพตามโรคและปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพได้ และดัชนีที่แสดงถึงความคาดหมายของการมีสุขภาพที่ดีของชีวิต ได้แก่ HALE (Health-Adjusted Life Expectancy) ที่แสดงถึงความยืนยาวของชีวิตที่มีสุขภาพที่ดี แต่ไม่สามารถจำแนกสาเหตุของความบกพร่องทางสุขภาพได้โดยตรง
ดัชนีภาระสุขภาพนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนานโยบายและวางแผนการดำเนินการด้านสุขภาพ เนื่องจากดัชนีตัวนี้สามารถวัดผลลัพธ์ทางสุขภาพ(health outcomes) ให้เป็นหน่วยเดียวกันที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งครอบคลุมทั้งการตายและการเจ็บป่วยรวมทั้งความพิการที่มาจากโรค การบาดเจ็บ และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ สามารถสะท้อนผลลัพธ์ทางสุขภาพจากบริการสุขภาพในด้านการเพิ่มคุณภาพชีวิตนอกเหนือจากจำนวนหรืออัตราความเจ็บป่วยเท่านั้น โดยนำไปใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาทางสุขภาพ เพื่อแสดงให้เห็นถึงขนาดของปัญหา กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานและจัดสรรทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งใช้ติดตามผลลัพธ์ของระบบสุขภาพในการบรรลุเป้าหมายของการทำให้ประชากรมีสุขภาพดีขึ้น นอกจากนี้ ดัชนีดังกล่าวยังสามารถเชื่อมโยงกับความเสี่ยงทางสุขภาพ และปัจจัยกำหนดทางสังคม(social determinants of health) ได้ต่อไปอีกด้วย
ข้อมูลภาระทางสุขภาพของประชากรที่ถูกต้องและต่อเนื่องมีความสำคัญในการบ่งชี้ขนาดและความสำคัญของปัญหาสุขภาพที่จำเป็นต่อการจัดสรรทรัพยากรและการจัดลำดับความสำคัญของการควบคุมป้องกันโรคในการจัดการปัญหาสุขภาพของประเทศ อีกทั้งเป็นข้อมูลสำคัญในการใช้ประเมินเทคโนโลยี, ผลกระทบจากนโยบายและมาตรการทางสุขภาพต่างๆ ซึ่งในกระบวนการวางแผนสาธารณสุขของประเทศจำเป็นต้องมีข้อมูลที่แสดงภาระทางสุขภาพของประชากรในภาพรวมที่มีความแม่นตรงและสามารถเชื่อมโยงให้เกิดการนำไปใช้ในการกำหนดและติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของประเทศได้
2. การดำเนินงานที่ผ่านมาในการพัฒนาดัชนีภาระสุขภาพ
ประเทศไทยได้มีการพัฒนาเครื่องชี้วัดภาระโรค DALY ในระดับชาติ โดยคณะทำงานที่แต่งตั้งโดยกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้ทำการศึกษาสำเร็จลงแล้ว 2 ครั้ง คือในปี 2542, 2547 และอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาภาระโรคของปี 2552 โดยสำนักงานพัฒนาสุขภาพระหว่างประเทศ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์เป็นแกนกลาง
การศึกษาภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทยครั้งที่หนึ่งโดยกระทรวงสาธารณสุข ได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญจากออสเตรเลียและองค์การอนามัยโลก ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นภาระโรคเชิงปริมาณและปัจจัยเสี่ยงที่กำหนดภาระโรคเหล่านั้นที่ชัดเจนและสามารถเปรียบเทียบภาระจากโรคและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ส่งผลให้มีการเกิดขึ้นของงานวิจัยและความพยายามในการพัฒนาฐานข้อมูลชุดต่างๆทั้งการป่วยและการตายเพื่อให้การวัดภาระโรคมีความแม่นยำมากขึ้น จากหลากหลายสถาบันนับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา[1] และในปี 2547 ได้มีโครงการระยะที่ 2 เพื่อปรับปรุงผลการศึกษาฯ และศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องตามมา ทั้งการศึกษาภาระโรคในระดับเขตสาธารณสุข การพัฒนาค่าถ่วงน้ำหนักความพิการ การคาดการณ์ภาระโรคในอนาคต การประมาณอายุคาดเฉลี่ยที่มีสุขภาพดี และการประมาณภาระจากปัจจัยเสี่ยงตามกลุ่มรายได้ (รายละเอียดในภาคผนวก 4)
ผลการศึกษาที่ได้ถูกนำไปใช้ในเชิงนโยบายหลายประเด็น เช่น โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพนำข้อมูลภาระโรคและภาระโรคที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยง ไปใช้ในการสร้างแบบจำลองทางระบาดวิทยา ในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายเพื่อลดภาระโรคหรือเพิ่มคุณภาพชีวิตจากมาตรการทางสุขภาพต่างๆ และการศึกษาต้นทุนทางสังคม (social cost) จากปัจจัยเสี่ยง ข้อมูลภาระจากปัจจัยเสี่ยง (burden attributable to risk factors) ต่างๆถูกนำไปใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายของศูนย์วิจัยสุรา ศูนย์วิจัยการบริโภคยาสูบ เป็นต้น รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งใช้ข้อมูล 10 อันดับแรกของภาระโรคในการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนด้านสุขภาพ รวมทั้งในการจัดทำนโยบายและมาตรการเพื่อลดโรคและปัจจัยเสี่ยงที่อยู่ในลำดับสูงๆ
ปัจจุบันการพัฒนาดัชนีภาระโรคดังกล่าว จัดทำในรูปแบบโครงการซึ่งมีโครงสร้างการทำงานที่ประกอบด้วย คณะกรรมการกำกับทิศทางการดำเนินงาน กรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการเฉพาะด้าน โดยฝ่ายเลขานุการอยู่ในสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และคณะทำงานเฉพาะกิจที่สมาชิกของคณะทำงานมาจากหลายหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขตามความสนใจระดับบุคคล แต่ไม่มีพันธกิจและความรับผิดชอบในระดับองค์กร
ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ภาระโรคและปัจจัยเสี่ยง มาจากการรวบรวมข้อมูลทางสุขภาพจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ซึ่งข้อมูลหลักที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลประชากร ข้อมูลการตาย ข้อมูลการใช้บริการผู้ป่วยใน ข้อมูลการตรวจวัดชีวเคมีและพฤติกรรมเสี่ยง ข้อมูลความพิการและข้อมูลการให้บริการที่เกี่ยวข้อง (รายละเอียดในภาคผนวก 5)
ปัจจุบันข้อมูลที่แสดงภาระทางสุขภาพเหล่านี้ถูกเก็บและรวบรวมโดยหลายหน่วยงานและสถาบัน เช่น สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งแต่ละหน่วยงานจัดเก็บข้อมูลภาระทางสุขภาพตามภารกิจ และดัชนีวัดความสำเร็จของแผนงานที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ
ในบางครั้งข้อมูลตัวชี้วัดตัวเดียวกันที่ได้มาจากแหล่งข้อมูลที่จัดเก็บโดยหน่วยงานที่ต่างกันพบว่าข้อมูลที่เก็บได้นั้นมีค่าแตกต่างกันอย่างมาก เหตุผลหนึ่งอาจจะเนื่องจากการกำหนดนิยามของตัวชี้วัดที่ได้มาแตกต่างกัน วิธีการสำรวจและประชากรเป้าหมายที่แตกต่างกันของแต่ละการสำรวจฯ ทำให้เกิดปัญหาในการตัดสินใจเลือกใช้ข้อมูลเพื่อการกำหนดนโยบายและจัดทำแผนสาธารณสุขของประเทศ5
ข้อมูลซึ่งใช้แสดงภาระสุขภาพเหล่านี้ จะมีประโยชน์อย่างยิ่งหากมีการเก็บรวบรวมที่เป็นระบบและนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อแสดงภาระทางสุขภาพของประชากรไทยอย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง แต่มีการศึกษาที่ประเมินระบบข้อมูลเหล่านี้ว่ายังขาดการประสานงานและการมีส่วนร่วมของผู้จัดเก็บข้อมูล ขาดผู้รับผิดชอบที่ต่อเนื่องและกำลังคน หน่วยงานหลักในปัจจุบันที่ดูจะมีบทบาทอยู่บ้างในการประสานงานเกี่ยวข้องกับระบบข้อมูลที่ดำเนินการโดยหน่วยงานต่างๆ คือสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุขแต่ยังขาดความชัดเจนในทิศทางการพัฒนาระบบข้อมูลฯ ของประเทศในระยะยาวและขาดความต่อเนื่องในการได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างชัดเจนจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข[v]
3. วาระที่ยังไม่บรรลุผล: ข้อจำกัดของการศึกษาในระยะที่ผ่านมา
การศึกษาในระยะที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดที่ต้องการการพัฒนาต่อไปซึ่งประกอบด้วยข้อจำกัดด้านวิชาการ และข้อจำกัดด้านปฏิบัติการ ดังต่อไปนี้
1.ด้านข้อมูลนำเข้าที่ใช้ในการวิเคราะห์ภาระโรค มีปัญหาการมีข้อมูลที่ต่อเนื่อง เป็นมาตรฐานเดียวกัน และความถูกต้อง โดยเฉพาะปัญหาความถูกต้องของข้อมูลสาเหตุการตายในมรณบัตรที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในการประมาณค่าภาระโรค ซึ่งข้อมูลการตายรายสาเหตุเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของภาระโรคทั้งหมด ปัจจุบันสัดส่วนการตายที่สาเหตุไม่แจ้งชัดยังคงสูงถึงร้อยละ 38 ของการตายทั้งหมด ซึ่งการปรับสาเหตุการตายในมรณบัตรด้วยการสอบสวนสาเหตุการตายด้วยการสัมภาษณ์ประวัติผู้ตาย (Verbal Autopsy: VA) ไปเรื่อยๆเป็นการลงทุนที่สูงมากสำหรับประเทศรายได้ปานกลางและมีเรื่องอื่นๆที่จำเป็นกว่า จึงควรต้องพัฒนาแนวทางการศึกษาที่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ในการปรับสาเหตุการตายจากมรณบัตร
2.คำถามใหม่ทางการวิจัย
2.1.ปัญหาสุขภาพสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เป็นความท้าทายต่อสุขภาพประชากรและการพัฒนาประเทศ แต่ไม่ได้อยู่ในการศึกษาภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงที่ผ่านมา เช่น ปัญหาโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ สภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การใช้สารเคมีในการเกษตรและการปนเปื้อนในอาหาร ความรุนแรงจากความขัดแย้งในสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศ โรคจากสิ่งแวดล้อมและการประกอบอาชีพ เป็นต้น
2.2.การประเมินความแตกต่างของภาระโรคและสุขภาพระหว่างกลุ่มประชากรในระดับ เศรษฐานะ อาชีพ หลักประกันสุขภาพ และพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เป็นประเด็นการศึกษาที่ต้องพัฒนาต่อไป เพื่อเชื่อมโยงกับการนำไปใช้ในเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับปัจจัยกำหนดทางสังคม
2.3.การศึกษาภาระทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จากโรคหรือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญบางประเภท การศึกษาการเปลี่ยนแปลงภาระโรคเพื่อตอบคำถามต่อผลของการดำเนินการทางสุขภาพบางอย่าง เหล่านี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้การศึกษาให้มีความสอดคล้องกับประเด็นทางนโยบายและได้ถูกนำไปใช้มากขึ้น
3.ความทันสมัยและทันต่อเวลาในการนำไปใช้ โดยที่ผ่านมาความถี่ในการจัดทำลำดับของภาระโรคเป็นระยะ 5 ปี ซึ่งมีเหตุผลว่า ระบาดวิทยาของโรคไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงระยะ 5 ปี และข้อมูลที่จัดทำน่าจะใช้ได้ในระยะดังกล่าว เนื่องจากการประมาณค่าภาระโรคนั้นใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ขณะที่พบว่าการจัดทำแผนและนโยบายมีการเปลี่ยนแปลงทุกปีงบประมาณและต้องการข้อมูลเพื่อจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนทุกปี จึงประสบปัญหาว่าผู้บริหารต้องการใช้ข้อมูลในปีใกล้เคียงมากกว่านั้น อีกประการหนึ่งการใช้ข้อมูลที่เป็นชุดเดียวกันในระยะ 5 ปีในการสื่อสารสาธารณะจะไม่เป็นที่สนใจของสื่อสารมวลชน
4.การศึกษาภาระโรคในระยะที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดในการสื่อสารโดยตรงกับสาธารณะและผู้กำหนดนโยบาย ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหาซึ่งการศึกษาที่ผ่านมายังคงยากต่อการทำความเข้าใจสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้มีหน้าที่ตัดสินใจในเชิงนโยบาย การสื่อสารนี้เป็นกลไกที่สำคัญในการถ่ายทอดสาระจากการศึกษาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบายและการขับเคลื่อนสังคมด้วยหลักฐานความรู้ ซึ่งสารที่จะใช้สื่อสารกับสาธารณชนโดยทั่วไปจำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้รับและควรมีนักสื่อสารมืออาชีพสนับสนุนการดำเนินการเรื่องนี้
5.การใช้ประโยชน์จากการศึกษาภาระโรคในกระบวนการนโยบายยังคงมีความจำกัดในปัจจุบัน โดยเป็นการใช้เพื่ออ้างอิงถึงสถานการณ์มากกว่าการใช้เพื่อการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรโดยตรง เช่น สปสช.ยังคงใช้เพียงข้อมูลจำนวนประชากร และการใช้บริการในการจัดสรรทรัพยากร เป็นต้น ขณะที่การศึกษาภาระโรคยังสามารถพัฒนาให้มีรูปแบบที่หลากหลายและขยายกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารได้มากขึ้นอีก เช่น ใช้ข้อมูลการจัดลำดับภาระโรคในการจัดสรรทรัพยากรหรือ เปลี่ยนแปลงการจัดสรรทรัพยากร(reallocation) ในการวางแผนและบริหารจัดการระบบสุขภาพ การเปรียบเทียบภาวะสุขภาพในกลุ่มประชากรต่างๆ เพื่อดูความเป็นธรรมทางภาวะสุขภาพ การพยากรณ์ภาวะสุขภาพในอนาคตของประเทศไทย การศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อสุขภาพของประชากร เพื่อวางแผนให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งประเมินความสูญเสียหรือภาระทางเศรษฐกิจจากปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
4. ดัชนีประเมินภาระสุขภาพของประชากรไทยที่ทันสมัย
ประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 อยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางระบาดวิทยาสามแบบที่ปรากฏซ้อนทับในเวลาเดียวกัน[vi] (รายละเอียดในภาคผนวก 2) ในยุคที่มีการเคลื่อนย้ายของคน แรงงาน สินค้าและบริการ ทุน และข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว การเผชิญกับความท้าทายทางภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างสังคมและวัฒนธรรม การระบาดของโรคติดต่อจากคนและสัตว์ข้ามพรมแดนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและการก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุอย่างเต็มตัวจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
ระบบสุขภาพต้องเตรียมพร้อมที่จะรองรับกับภาระซ้ำซ้อน ทั้งปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นไปตามวัยที่สูงขึ้นและความพิการในผู้สูงอายุ โรคติดต่ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำและโรคติดต่อร้ายแรงในประชากรบางกลุ่ม ปัญหาการบาดเจ็บจากการขนส่งและความรุนแรงในสังคม ตลอดจนปัญหาสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมและการประกอบอาชีพ ซึ่งต้องการระบบการประเมินภาระทางสุขภาพที่วัดได้ (measurable) แม่นตรงและสะท้อนภาวะสุขภาพของประชากรที่เกี่ยวข้องกับการชะลอและการแก้ไขความพิการของโรคเรื้อรัง
การศึกษาภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงที่ผ่านมา สามารถบอกภาระทางสุขภาพในภาพรวมและเปรียบเทียบภาระทางสุขภาพระหว่างโรคภัยและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในเวลาที่เปลี่ยนไป รวมทั้งยังเชื่อมโยงกับ อายุคาดเฉลี่ย การตายที่ป้องกันได้และภาระทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญในการใช้จัดลำดับความสำคัญของปัญหาในการลงทุนด้านสุขภาพ การจัดสรรทรัพยากร ตลอดจนการติดตามผลการดำเนินงานของระบบสุขภาพเพื่อบรรลุเป้าหมายของการทำให้ประชากรมีสุขภาพที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวมีข้อจำกัดที่ต้องการการพัฒนาต่อไป ทั้งในเชิงคุณภาพและมาตรฐานของข้อมูลนำเข้า การตอบสนองประเด็นปัญหาและความท้าทายใหม่ๆรวมทั้งขยายขอบเขตการใช้ประโยชน์ให้กว้างขวางขึ้น
การพัฒนาดัชนีประเมินภาระทางสุขภาพที่เป็นระบบดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนและพัฒนากระบวนการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง เป็นระบบ มีมาตรฐาน และเชื่อมโยงการขับเคลื่อนนโยบาย การพัฒนาการศึกษาภาระโรคให้มีความต่อเนื่องในระยะต่อไปจึงมีความจำเป็นและต้องการการสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพื่อวางรากฐานการพัฒนาการวิจัยภาวะสุขภาพประชากรไทยให้ตอบสนองต่อความท้าทายต่อสุขภาพประชากรในอนาคต
กรอบแนวคิด
ข้อมูลภาระทางสุขภาพของประชากรที่ถูกต้องและต่อเนื่องมีความสำคัญในการบ่งชี้ขนาดและความสำคัญของปัญหาสุขภาพ ที่จำเป็นต่อการจัดสรรทรัพยากรและการจัดลำดับความสำคัญของการควบคุมป้องกันโรคในการจัดการปัญหาสุขภาพของประเทศ อีกทั้งเป็นข้อมูลสำคัญในการใช้ประเมินเทคโนโลยี ผลกระทบจากนโยบายและมาตรการทางสุขภาพต่างๆ ซึ่งในกระบวนการวางแผนสาธารณสุขของประเทศจำเป็นต้องมีข้อมูลที่แสดงภาระทางสุขภาพของประชากรในภาพรวมที่มีความแม่นตรงและสามารถเชื่อมโยงให้เกิดการนำไปใช้ในการกำหนดและติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของประเทศได้
ในการที่จะสามารถนำผลการศึกษาวิจัยไปสู่การกำหนดนโยบายและวางแผนที่มีประสิทธิภาพนั้น สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศซึ่งเป็นแกนกลางของคณะทำงานศึกษาภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทย ควรมีบทบาทดังนี้
1. เป็นแกนกลางทางวิชาการ พัฒนามาตรฐานการศึกษาภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทยในระดับชาติ
2. สร้าง ระดม ประสาน สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายนักวิชาการด้านดัชนีภาระสุขภาพ
3. เผยแพร่ข้อมูลการศึกษา สื่อสารและสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายของภาคีเครือข่าย
โดยมีคณะกรรมการกำกับทิศทางการดำเนินงานเป็นผู้ชี้ทิศทางให้คำปรึกษาและประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินงานและมีที่ปรึกษาทางวิชาการในประเด็นวิชาการต่างๆ เป็นผู้กำกับมาตรฐานทางวิชาการ อีกทั้งควรสามารถเชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลต้นทางเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพข้อมูลในระยะยาว
ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานในการพัฒนาดัชนีประเมินภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทย ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ให้ทันสมัย การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิชาการและนักวิจัยรุ่นใหม่ การสื่อสารเพื่อสนับสนุนการแปลผลการวิจัยสู่นโยบาย การสร้างเครือข่ายและหุ้นส่วนในการทำงาน และการบริหารจัดการที่ดี ดังภาพที่ 1

รูปที่ 1 กรอบแนวคิดของการดำเนินงาน
ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ด้านนี้ ครอบคลุมการจัดการภายในและการเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่าย เพื่อให้ผลงานวิจัยที่ได้มีคุณภาพและมีข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายและการพัฒนาสุขภาพของประชากรได้อย่างแท้จริง โดยคาดหวังว่าภายในระยะเวลาดำเนินการ ผลงานวิจัยและข้อมูลที่ได้จะสามารถตอบคำถามที่จำเป็นในการกำหนดนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร การกำหนดเป้าหมายและการติดตามผลลัพธ์การปฏิบัติงาน
วิสัยทัศน์
พัฒนาการวัดภาระทางสุขภาพแบบองค์รวมของประชากรที่มีมาตรฐาน ในการติดตามผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชากรไทย เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายที่นำไปสู่สุขภาวะของสังคมไทย
พันธกิจ
1.พัฒนาองค์ความรู้และการวิจัยเครื่องชี้วัดภาวะสุขภาพ/ผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชากร
2.พัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายวิชาการและการวิจัยเพื่อบอกภาวะสุขภาพ/ผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชากร
3.พัฒนาและเชื่อมโยงการนำความรู้และผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายและการสื่อสารสาธารณะ
ปรัชญาในการดำเนินการ
ปรัชญาในการดำเนินงานของเราในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ สรุปได้เป็น 5 องค์ประกอบ เรียกว่า “TRANS BOD” ได้แก่
1.Transparent มีความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และระเบียบวิธีการศึกษาวิจัย
2.มีการสื่อสารกับภาคีเครือข่าย เพื่อแปลงผลการศึกษาไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิผล
3.พัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่ภาคีเครือข่ายต่างๆ
4.Transaction มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ
5.สร้างบุคลากรที่มีความรู้ในเรื่องการวัดภาระทางสุขภาพในระดับประชากรอย่างเป็นองค์รวมให้กับภาคีเครือข่ายอย่างยั่งยืน
|